ความแตกต่าง Passive Income และ Active Income แตกต่างกันตั้งแต่แนวคิดในการหารายได้ ซึ่งทั้งสองวิธีนี้ต่างมีข้อดีในตัวมันเอง ลองมาดูว่า Passive Income และ Active Income ต่างกันอย่างไร

 

Active Income คืออะไร

Active Income คือรายได้จากการที่เราทำงาน เพื่อให้เกิดรายได้ ซึ่งรายได้นั้น นับรวมถึงเงินเดือน ค่าคอมมิสชัน ฯลฯ หรือที่เราเรียกตามที่เข้าใจคือการทำงานแลกเงินนั่นเอง ดังนั้น Active Income จึงมีข้อจำกัดคือทางด้านทรัพยากรในเรื่องของเวลา และร่างกายเป็นหลัก เพราะเวลามีจำกัด เมื่อเราทำงานอย่างหักโหมเพื่อให้เกิดรายได้มากขึ้น สุขภาพร่างกายก็จะทรุดโทรมอย่างรวดเร็ว ซึ่งรายได้ที่หามาได้ก็นำไปรักษาสุขภาพจนหมด

ดังนั้นเมื่อเรามี Active Income ในระดับหนึ่งแล้ว การลงทุนจึงเป็นตัวเลือกที่ดี เพื่อสร้าง Passive Income ที่ควบคู่กันไป ทำให้เกิดรายได้อย่างยั่งยืน และสมดุลกันนั่นเอง

 

Passive Income คืออะไร

Passive Income คือ รายได้ที่เกิดจากการให้เงิน หรือทรัพย์สินทำงานแทนเรา สร้างมูลค่าให้เพิ่มขึ้น โดยอาจใช้เวลาแต่ไม่มากเท่ากับแบบ Active Income ที่เห็นได้ชัดคือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แล้วปล่อยเช่า หรือการลงทุนในหุ้น ลิขสิทธิ์ทางปัญญา รวมไปถึงการลงทุนในประเภทอื่นๆ

ทุกคนจึงควรมีรายได้แบบ Passive Income เพื่อให้เกิดความมั่นคงในชีวิต และสามารถใช้ชีวิตได้ตามต้องการ เพราะ Passive Income จะทำให้เราไม่ต้องเหนื่อยมากนั่นเอง แต่การที่จะได้ Passive Income ในช่วงแรกต้องมีความอดทนพอสมควร

 

ความแตกต่าง Passive Income และ Active Income ต่างกันแค่ไหน

  • Active Income เราจำเป็นต้องทำงาน เพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้ ส่วน Passive Income ใช้ทรัพย์สินทำงานแทนเรา เพื่อให้เกิดรายได้
  • Active Income มีเวลาจำกัด คือตราบเท่าที่เราทำงานได้ แต่ Passive Income นั้น ถึงเราจะทำงานไม่ได้แล้ว แต่เราก็ยังมีรายได้อยู่
  • Active Income คือการทำงานแล้วเราได้รับผลตอบแทนเกือบจะทันที เช่นได้รับเป็นค่าจ้าง แต่ถ้าเป็น Passive Income ต้องใช้ระยะเวลาเพื่อให้เกิดรายได้

 

โดยสรุปแล้ว หลักการทำงานแบบ Passive Income คือการที่เงินทำงานเพื่อคุณ ส่วน Active Income คือการที่คุณทำงานเพื่อเงินนั่นเอง ดังนั้นการมีรายได้ทางเดียวอาจไม่มั่นคงสักเท่าไรนัก จึงควรมีรายได้ทั้งสองทางจะดีกว่า